tab-img-2

แก้ภาวะพังผืดรัดตึง

ปัญหาภาวะพังผืดรัดตึงเป็นปัญหาที่สามารถเกิดได้หลังการผ่าตัดเสริมเต้านม ซึ่งจะพบได้ประมาณ 3-5% สาเหตุของภาวะพังผืดรัดตึงยังไม่มีสาเหตุแบบเฉพาะเจาะจง แต่มีข้อมูลสัมพันธ์กับระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายที่ตอบสนองกับซิลิโคนที่ใส่เข้าไป ถ้าตอบสนองมากเกินไปก็จะสร้างแคปซูลที่หุ้มซิลิโคนหนาผิดปกติ สาเหตุอื่น เช่น ภาวะการติดเชื้อ การมีเลือดหรือสารน้ำค้างในโพรงซิลิโคนหลังการผ่าตัด การวางโพรงซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุของภาวะพังผืดรัดตึง อาการของภาวะพังผืดรัดตึง คือ เริ่มแรกจะรู้สึกว่านมแข็งตึง ไม่นิ่ม ถ้าเป็นมากอาจมีปัญหาเต้านมผิดรูปได้ การแก้ไขปัญหามีตั้งแต่การใช้ยา ซึ่งไม่เป็นที่นิยมเพราะให้ผลลัพธ์ที่ไม่แน่นอน การนวดอาจช่วยในกรณีที่เป็นในระยะเริ่มต้น การทำ RF ก็เช่นเดียวกัน ใช้ในกรณีที่ยังไม่มีพังผืดหรือเป็นในระยะเริ่มต้น การรักษาภาวะพังผืดรัดตึงที่ดีที่สุดกรณีที่นมเริ่มแข็งหรือมีการผิดรูปแล้ว คือการผ่าตัดเลาะพังผืดที่รัดตึงออกทั้งหมด สร้างโพรงซิลิโคนขึ้นมาใหม่ เปลี่ยนซิลิโคน วางสายระบาย และเติมไขมัน

ขั้นตอนการรักษาภาวะพังผืดรัดตึง

  1. เลาะพังผืดรัดตึงออกทั้งหมด
  2. สร้างโพรงซิลิโคนขึ้นมาใหม่
  3. เปลี่ยนซิลิโคน
  4. เติมไขมันที่เต้านม
  5. วางสายระบายประมาณ 7 วัน

หลังการผ่าตัดแนะนำให้เข้าเครื่อง Hyperbaric chamber ประมาณ 12 ครั้ง

สาเหตุหรือปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะพังผืดรัดตึง

  1. ภาวะการติดเชื้อ ซึ่งสามารถเกิดได้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการผ่าตัด
  2. การเลือกใช้ซิลิโคนผิวเรียบ
  3. การวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ
  4. เกิดภาวะเลือดตกค้างภายในโพรงซิลิโคน
  5. เกิดภาวะน้ำเหลืองค้างในโพรงซิลิโคน
  6. เกิดภาวะซิลิโคนแตกรั่ว
  7. ไม่มีการให้ยาฆ่าเชื้อก่อนและหลังการผ่าตัด
  8. การวางซิลิโคนขนาดใหญ่เกินไป
  9. การใช้แผลที่ปานนม

การป้องกันภาวะพังผืดรัดตึง

  1. การผ่าตัดแบบ sterile technique
  2. มีการให้ยาฆ่าเชื้อก่อนและหลังการผ่าตัด
  3. ใช้แผ่นปิดหัวนมเพื่อป้องกันเชื้อแบคทีเรียที่แฝงอยู่ในท่อน้ำนม
  4. แช่น้ำยาฆ่าเชื้อก่อนใส่ซิลิโคน
  5. ล้างโพรงซิลิโคนด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อก่อนใส่
  6. เลือกวางซิลิโคนชั้นใต้กล้ามเนื้อ หรือ dual plane
  7. เลือกใช้ซิลิโคนผิวทราย
  8. ทำการห้ามเลือดอย่างสมบูรณ์ ถ้าไม่แน่ใจต้องมีการวางสายระบาย
  9. เลือกใช้ซิลิโคนขนาดที่เหมาะสม

แก้ภาวะนมเป็นริ้ว

ภาวะนมเป็นริ้ว (Rippling) หรือคลำพบขอบซิลิโคน เป็นปัญหาที่พบบ่อย โดยสาเหตุของการมีริ้วซิลิโคนให้เห็นที่เต้านมหรือการคลำพบขอบ เกิดจาก

  1. ใส่ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่เกินไป
  2. คนไข้มีกล้ามเนื้อบางมาก
  3. วางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ

ปัญหาของนมเป็นริ้วคือ ถ้าเป็นมากๆก็สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่าและจากการสัมผัส การรักษาภาวะนมเป็นริ้วหรือคลำพบขอบซิลิโคนประกอบด้วย 7 ขั้นตอน

  1. สร้างโพรงซิลิโคนใหม่ เช่น จากเหนือกล้ามเนื้อ มาวางใต้กล้ามเนื้อ
  2. เปลี่ยนโพรงซิลิโคนใหม่ ให้มีขนาดพอดี
  3. เลือกใช้ซิลิโคนที่มีเจลเต็มและผิวตึงไม่เป็นริ้วง่าย
  4. การใช้แผ่นสังเคราะห์คล้ายเนื้อเยื่อเทียมมาหุ้มซิลิโคนก่อนใส่ซิลิโคนใหม่ หรือใช้ผนังแคปซูลในโพรงซิลิโคนเก่ามาช่วยเพิ่มชั้นความหนาตรงที่เป็นริ้วซิลิโคน
  5. เติมไขมันบริเวณที่เนื้อเต้านมบางและบริเวณที่เป็นริ้ว

แก้ไขภาวะนมตก (ซิลิโคนตก)

ปัญหาซิลิโคนตก หัวนมลอย มักเกิดจาก 5 สาเหตุ ได้แก่

  1. การใส่ซิลิโคนใหญ่เกินฐานนมมากเกินไป
  2. ใช้ซิลิโคนที่ทรงพุ่งมากเกินไป
  3. เนื้อเยื่อนมมีความตึงหรือแน่น
  4. การเลาะโพรงซิลิโคนด้านบนไม่เพียงพอ
  5. การวางซิลิโคนเหนือกล้ามเนื้อ

จะสังเกตได้อย่างไรว่ามีอาการของภาวะซิลิโคนตก

  1. สังเกตดูระยะของหัวนมถึงฐานนม โดยทั่วไปหลังเสริมเต้านมจะมีระยะประมาณ 5.5-6.5 cm หากวัดได้ 8-9 cm มีความเสี่ยงต่อภาวะซิลิโคนตก
  2. สังเกตหัวนมจากด้านข้าง ว่ามีลักษณะชี้ขึ้นบนหรือไม่
  3. เนื้อนมหรือซิลิโคนส่วนใหญ่ลงมาต่ำกว่าหัวนม
  4. แผลเป็นที่ฐานนมลอยสูงขึ้น ไม่อยู่บริเวณขอบซิลิโคน

การแก้ไขภาวะซิลิโคนตก

  1. ผ่าตัดทำฐานนมใหม่ให้อยู่ในระดับปกติ
  2. เย็บซ่อมฐานนมใหม่ให้แข็งแรง
  3. เปลี่ยนซิลิโคนให้เล็กลงทั้งขนาดและความพุ่ง
  4. ขยายโพรงซิลิโคนด้านบนให้มากขึ้น ไม่ให้มีแรงตึง
  5. สร้างโพรงซิลิโคนใหม่จากเหนือกล้ามเนื้อมาไว้ใต้กล้ามเนื้อ

แก้ภาวะซิลิโคนผิดตำแหน่ง เต้านมผิดรูป เต้านมไม่เท่ากัน

ภาวะเต้านมผิดรูปมักเกิดจากซิลิโคนย้ายไปจากตำแหน่งที่ควรอยู่ ซึ่งสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากภาวะพังผืดรัดตึง ส่วนสาเหตุอื่นที่พบได้ เช่น มีน้ำในโพรงซิลิโคนที่เกิดจากภาวะติดเชื้อ จนทำให้เต้านมมีขนาดใหญ่ผิดปกติ อีกสาเหตุหนึ่ง คือ การเลาะโพรงซิลิโคนให้มีขนาดไม่เหมาะสมกับซิลิโคนที่ใส่ ทำให้บริเวณที่มีความตึงสูงเกิดแรงดันให้ซิลิโคนผิดตำแหน่งได้ กรณีที่โพรงซิลิโคนหลวมหรือใหญ่เกินไปก็อาจทำให้ซิลิโคนพลิกคว่ำหรือย้ายแกนไปจากเดิมได้ โดยเฉพาะกรณีเป็นซิลิโคนทรงหยดน้ำ ซึ่งจะผิดรูปทันทีถ้าแกนมีตำแหน่งของซิลิโคนเปลี่ยนแปลงไป ดังนั้น หลังจากเสริมหน้าอกไปแล้ว ควรตรวจเช็คความผิดปกติของเต้านมเสมอ
การแก้ไขภาวะเต้านมผิดรูป คือการผ่าตัดทำโพรงซิลิโคนใหม่ร่วมกับการเลาะพังผืดหรือแคปซูลเดิมออกทั้งหมด ใส่ซิลิโคนที่มีขนาดพอดีกับโพรงซิลิโคนใหม่ และควรวางสายระบาย 3-5 วันเพราะการผ่าตัดแก้ไขแบบนี้จะมีเลือดและน้ำเหลืองออกเป็นปริมาณมาก

แก้ไขภาวะนมแฝด

การเสริมหน้าอกที่ดีจะต้องทำให้นมชิดสวยเป็นธรรมชาติ เนินอกไม่นูนเกินไป ควรให้เนินอกเหมือนหยดน้ำ บางครั้งการใส่ซิลิโคนที่ใหญ่เกินไปและคุณหมอเจาะโพรงซิลิโคนชิดกันเกินไปจะทำให้เกิดภาวะนมแฝดได้
ภาวะนมแฝด จะสังเกตได้จากตรงร่องหน้าอกลอยสูงขึ้น คล้ายนมทั้ง 2 ข้างกลืนเป็นแผ่นเดียวกัน อีกกรณีคือ หน้าอกทั้ง 2 ข้างเบียดชิดกันมากแม้ไม่ได้ใส่บรา จนร่องหน้าอกเป็นเส้นตรงแนวนิ่งอย่างชัดเจน
การแก้ไขภาวะนมแฝด ทำได้โดยการผ่าตัดลดขนาดซิลิโคนให้มีฐานแคบกว่าของเดิม ขยายโพรงซิลิโคนออกด้านข้างเล็กน้อย และทำการเย็บซ่อมโพรงซิลิโคนด้านในใหม่ เพื่อป้องกันไม่ให้ซิลิโคนไหลกลับมาชนกันอีก และหลังผ่าตัดไม่แนะนำให้ใส่บราที่ทำให้นมกลับมาชิดกันเกินไป เป็นระยะเวลา 6 เดือน

แก้ไขขนาดเต้านม เพิ่มหรือลดขนาดเต้านม

หลังเสริมหน้าอกไปแล้ว มีสิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ขนาดของเต้านมและหน้าอกใหญ่ขึ้นซึ่งตอบสนองความต้องการ แต่เมื่อเวลาผ่านไปอาจมีผู้หญิงบางท่านที่ไม่พอใจกับขนาดของเต้านมที่มีอยู่ อาจต้องการเพิ่มหรือ
ลดขนาดของเต้านม หมอขอแยกเป็น 2 กรณี

1. เล็กไปใหญ่ (เสริมมาแล้วเล็กไปต้องการขนาดที่ใหญ่ขึ้น)
ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้ 2 วิธี แต่ก่อนจะแก้ไข สิ่งที่ต้องทราบคือ ซิลิโคนที่ใส่อยู่เดิมขนาดเท่าไหร่ ความพุ่งระดับไหน และต้องตรวจดูฐานหน้าอกอีกครั้งว่ารองรับซิลิโคนได้ถึงระดับไหน ดูเนื้อเยื่อเต้านมเดิมว่ามีความหนาขนาดไหน คลำพบขอบหรือริ้วซิลิโคนหรือไม่ โดยปกติเมื่อเสริมหน้าอกเป็นเวลา 2-3 ปีขึ้นไป โพรงซิลิโคนมักหลวมขึ้นเท่าขนาดตอนแรกที่ใส่ซิลิโคนเข้าไป ผิวหนังและเนื้อเยื่อเต้านมก็จะมีแรงตึงน้อยกว่า ทำให้สามารถเพิ่มขนาดเต้านมได้อีก

วิธีที่ 1 : เปลี่ยนขนาดซิลิโคนใหม่ให้ใหญ่ขึ้น แต่ไม่ควรใหญ่เกินฐานหน้าอก เพราะอาจเกิดริ้วหรือคลำพบขอบซิลิโคนได้ กรณีวางซิลิโคนเดิมอยู่ชั้นเหนือกล้ามเนื้อควรย้ายมาอยู่ใต้กล้ามเนื้อแทน
วิธีที่ 2 : เติมไขมันที่เต้านม วิธีนี้เหมาะกับผู้หญิงที่ไม่ต้องการเพิ่มขนาดมาก และไม่ต้องการเปลี่ยนซิลิโคน

2 ใหญ่ไปเล็ก (เสริมมาแล้วใหญ่ไป พุ่งไป ต้องการขนาดที่เล็กลง)
ปัญหานี้แก้ได้ยากกว่า เพราะ หากเดิมเคยเสริมซิลิโคนขนาด 400 CC และต้องการขนาดที่เล็กลงมากเกิน 100 CC เช่นต้องการขนาด 275 CC จะเกิดปัญหาคือ โพรงเดิมจะถูกขยายใหญ่ เพราะถ้าใส่มานานเกิน 2-3 ปีโพรงซิลิโคนจะหลวมขึ้นเป็นเรื่องปกติ ดังนั้นการใส่ซิลิโคนขนาด 275 CC จะไม่พอดีกับโพรงซิลิโคนที่ใหญ่ ทำให้เกิดปัญหาการเคลื่อนตัวหรือการพลิกของซิลิโคนได้ และอีกปัญหาหนึ่งคือผิวด้านนอกของเต้านมที่ถูกขยายมานาน ถ้าใส่ซิลิโคนขนาดเล็กเกินไปจะเกิดปัญหาผิวเต้านมคล้อยลงหรือเหี่ยวย่นได้ ขั้นตอนของการแก้ไขขนาด มีดังนี้

1) เลือกใช้ซิลิโคนเล็กลงกว่าเดิมไม่เกิน 100 CC หรือเลือกใช้ขนาดเท่าเดิมแต่ความพุ่งลดลง หรือเลือกใช้ทรงหยดน้ำแทน
2) สร้างโพรงซิลิโคนขึ้นใหม่ เย็บซ่อมให้มีขนาดพอดีกับซิลิโคนใหม่ เพื่อป้องกันการเคลื่อนหรือพลิกตัวของซิลิโคน
3) กรณีที่เนื้อเต้านมและผิวหนังของเต้านมด้านนอกมีเยอะเกินไป อาจจำเป็นต้องตัดผิวหนังบริเวณส่วนล่างของเต้านมบริเวณฐานนมออกตามความเหมาะสม

แก้ภาวะซิลิโคนผิดตำแหน่ง เต้านมผิดรูป เต้านมไม่เท่ากัน

แก้ไขเต้านมฉีดสารแปลกปลอม

การฉีดฟิลเลอร์หรือสารเติมเต็มเพื่อประโยชน์ในการเพิ่มขนาดเต้านม ปัจจุบันการเสริมหน้าอกด้วยฟิลเลอร์คือการฉีดสารแปลกปลอมเข้าไปในเต้านม เป็นวิธีการเสริมหน้าอกที่ไม่ใช่มาตรฐานและเป็นอันตราย เนื่องจากเป็นสารที่ไม่สามารถสลายตัวได้และในอนาคตอาจเกิดการอักเสบหรือติดเชื้อได้ เกิดเป็นก้อนแข็งหรือพังผืดในเต้านมได้ ถ้าสารที่ฉีดอยู่ใกล้กับผิวหนังก็ทำให้ผิวหนังแดงอักเสบ หรือผิวบางทำให้เห็นสารที่ฉีดเข้าไป แม้จะไม่มีข้อมูลยืนยันว่าสารเหล่านี้ไปเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งเต้านมหรือไม่ แต่จะทำให้การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยการอัลตราซาวน์และเมมโมแกรมแปรผลยากขึ้น

สารที่นิยมนำมาฉีดเต้านม

  1. ซิลิโคนเหลว
  2. ไฮโดรเจล
  3. โพลีอะคริลาไมด์
  4. น้ำมันมะกอก

อันตรายจากการฉีดฟิลเลอร์

  1. การอักเสบและติดเชื้อ
  2. ก้อนแข็งในเต้านม
  3. เกิดพังผืดในเต้านม
  4. ผิวหนังแดง
  5. การแปรผลอัลตราซาวน์และเมมโมแกรมยากขึ้น

การรักษา

ได้แก่การผ่าตัดเอาสารแปลกปลอมออก แต่ไม่สามารถเอาออกได้ 100% เพราะในบางกรณีสารแปลกปลอมอยู่ใกล้ผิวหนังมากหรือมีการกระจายตัวทั่วเต้านม ถ้าในกรณีสารแปลกปลอมยังไม่ก่อปัญหากับเต้านม แนะนำให้ติดตามอาการอย่างสม่ำเสมอโดยแพทย์เฉพาะทางเต้านม

แก้ไขนมไม่เท่ากันด้วยเทคนิคไฮบริด

โดยธรรมชาติร่างกายของมนุษย์ด้านซ้ายและขวามักจะมีขนาดแตกต่างกัน เต้านมก็เช่นกัน ผู้หญิงส่วนมากจะมีขนาดเต้านมทั้งสองข้างต่างกันเล็กน้อย ซึ่งในกรณีนี้สามารถเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนขนาดเท่ากันได้ แต่หากแตกต่างกันมาก เช่น มากกว่า 80-100 CC จะไม่สามารถใช้ซิลิโคนขนาดเท่ากันได้ เพราะจะทำให้เห็นความแตกต่างชัดเจนยิ่งขึ้น จึงต้องแก้ไขโดยการใช้เทคนิคไฮบริด คือการใช้ซิลิโคนร่วมกับไขมัน โดยอาจเลือกใส่ซิลิโคนขนาดเท่ากันและทำการเติมไขมันในข้างที่มีขนาดของเต้านมเล็กกว่า